บทที่ 6 คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

เช้าวันพุธ แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านม่านโปร่งของคอนโดชั้นสิบสี่ ตกลงบนพื้นไม้หน้าเตียง

ธีร์ลืมตาขึ้นก่อนเสียงนาฬิกาปลุกจะดังเกือบยี่สิบนาที เขาหันไปมองเข็มนาฬิกา แล้วก็เพียงแค่ปิดตาลงอีกครั้งโดยยังไม่ลุกจากที่

ภาพเมื่อคืนยังติดอยู่ในหัวอย่างชัดเจน

ภาพตัวเองนั่งกอดสมุดภาพเก่าบนพื้นห้อง

ภาพนิ้วมือที่ลูบขอบรูปถ่ายวันจบการศึกษา

และเสียงของเคนที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท

“งั้น… วันหลังขอดูได้ไหม”

คำถามนั้นไม่ได้ดังด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

แต่กลับทิ้งร่องรอยไว้ในใจธีร์หนักกว่าคำพูดอื่นใดในรอบหลายปี

เขาถอนหายใจยาวออกมา แล้วค่อย ๆ ลุกนั่งขึ้น กอดเข่าตัวเองไว้สักครู่ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ

ระหว่างยืนอาบน้ำอุ่น ๆ ธีร์มองลงไปที่พื้นกระเบื้องขาว

เขายังตอบเคนไม่ได้ตอนนั้น

และเคนก็ไม่ได้ถามซ้ำ แค่ยิ้มแล้วยอมรับการเงียบของเขา

แต่ยิ่งเงียบ

ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยที่เขาควบคุมไม่ได้

หลังจากแต่งตัวเสร็จ ธีร์ยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองตัวเองในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีเทาเข้มตามปกติ

ใบหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนทุกเช้า

แต่ใต้ดวงตาดูอ่อนล้าเล็กน้อย

เขาก้มลงเปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดอีกครั้ง

มือแตะปกสมุดภาพเบา ๆ แล้วก็ปิดลิ้นชักทันทีโดยไม่ได้หยิบมันออกมา

“วันนี้… ต้องทำตัวให้ปกติให้ได้”

เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

แต่ในใจลึก ๆ ธีร์ก็รู้ดี

ว่าคำว่า “ปกติ”

กำลังกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้นทุกวัน

—

พอเดินเข้าออฟฟิศ นนท์ก็มองเขาตั้งแต่ไกลแล้ว

พอธีร์วางกระเป๋าลงเพื่อนก็เดินเข้ามาทันทีพร้อมกาแฟสองแก้ว

“หน้ามึงเช้านี้แย่กว่าเมื่อวานอีก” นนท์ยื่นกาแฟให้ แล้วครุ่นคิด “มึงกลับไปเปิดสมุดภาพเล่มนั้นใช่ไหม”

ธีร์รับกาแฟมาโดยไม่ตอบ

นนท์ถอนหายใจ

“กูไม่พูดอะไรหรอกนะ แต่ถ้ารับไม่ไหวเมื่อไหร่ บอกกูตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่ารอให้พังก่อน”

ธีร์พยักหน้าเล็กน้อย

แล้วนั่งลงเปิดคอมพิวเตอร์โดยยังไม่พูดอะไรเพิ่ม

เขายังไม่รู้เลยว่าวันนี้เคนจะพูดอะไรกับเขาอีก

และตัวเองจะตอบได้อีกแค่ไหน

เวลา 10.15 น. เคนเดินเข้ามาในแผนกครีเอทีฟพร้อมแฟ้มเอกสารสีเทาเข้ม

เขาสวมสูทสีกรมท่าที่ดูเรียบหรูกว่าวันก่อนเล็กน้อย ผมจัดไว้เรียบร้อย และมีรอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าเหมือนทุกครั้งที่ต้องพบปะผู้คน

แต่เมื่อสายตาปาดผ่านโต๊ะทำงานของธีร์ รอยยิ้มนั้นก็อ่อนลงเล็กน้อย กลายเป็นอะไรที่จริงจังขึ้น

“ธีร์” เคนเดินตรงมาหยุดตรงขอบโต๊ะ “ว่างไหมครับ อยากคุยเรื่องการปรับโลโก้กับโทนสีหลักอีกนิด”

ธีร์เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ

หัวใจกระตุกเบา ๆ แต่เขาก็พยายามรักษาน้ำเสียงให้เรียบ

“ว่างครับ”

นนท์ที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ แอบเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งคู่สลับกัน แล้วรีบก้มหน้าลงทำเป็นยุ่งกับงานต่อ แต่หูตั้งชัดเจน

ธีร์ลุกขึ้น เก็บสมุดโน้ตและปากกา แล้วเดินตามเคนไปยังห้องประชุมเล็กทางด้านในของแผนก

ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ยังคงเป็นครึ่งก้าวตามที่ธีร์คุ้นเคย

แต่วันนี้เขารู้สึกว่าระยะนั้นแคบลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว

เมื่อประตูห้องประชุมปิดลง ความเงียบก็โอบล้อมทั้งคู่ทันที

ธีร์เดินไปเปิดไฟล์งานบนหน้าจอขนาดใหญ่ ขณะที่เคนวางแฟ้มลงบนโต๊ะแล้วยืนพิงขอบโต๊ะด้านตรงข้าม

“เมื่อคืน…” เคนเปิดปากก่อน โดยยังไม่มองมาที่ธีร์ “เธอนอนหลับสบายดีไหม”

คำถามธรรมดา แต่กลับทำให้ธีร์มือชะงักอยู่กับเมาส์

“หลับครับ” เขาตอบสั้น

เคนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

“ฉันนอนไม่หลับเลยนะ”

ธีร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

พบว่าเคนกำลังมองเขามาตลอด

“คิดเรื่องสมุดภาพ” เคนยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “แล้วก็คิดถึงคำที่เธอตอบฉันตอนที่สถานี”

ธีร์เงียบ

เขาไม่รู้จะตอบอะไร

เคนยกมือขึ้นเกาคางเบา ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลง

“ฉันไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรเร็ว ๆ นะ แค่… อยากให้นายรู้ว่าฉันจริงจังกับเรื่องนี้”

คำว่า “จริงจัง” ทำให้ธีร์รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกถูกบีบเบา ๆ

เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง

แล้วพูดเสียงเบาจนเกือบเป็นคำกระซิบ

“ฉันยังไม่พร้อมครับ”

เคนพยักหน้าช้า ๆ

ไม่ได้แสดงท่าทีผิดหวัง

แค่ยิ้มบาง ๆ ให้เห็น

“รู้” เขาตอบ “ฉันรอได้”

แล้วเขาก็หันไปมองหน้าจอ

ราวกับยอมปิดบทสนทนาส่วนตัวไว้เพียงเท่านั้น

แต่ธีร์รู้ดี

ว่าบรรยากาศในห้องนี้

ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

การประชุมเรื่องโลโก้ใช้เวลาเกือบสี่สิบนาที

ธีร์พยายามโฟกัสกับงานอย่างสุดความสามารถ อธิบายเหตุผลของการเลือกฟอนต์และโทนสีทีละจุดอย่างเป็นมืออาชีพ ขณะที่เคนฟังอย่างตั้งใจและคอยเสนอความเห็นเป็นระยะ

แต่ทุกครั้งที่เคนเอียงตัวเข้ามาใกล้เพื่อชี้ไปที่หน้าจอ แขนของทั้งคู่เกือบจะชนกัน

ธีร์ต้องขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยโดยอัตโนมัติทุกครั้ง

เคนสังเกตเห็น

แต่ไม่ได้พูดอะไร

แค่ยิ้มมุมปากแล้วถอยกลับไปยืนในระยะเดิม

เมื่อการประชุมจบลง เคนเก็บเอกสารใส่แฟ้มอย่างเป็นระเบียบ แล้วพูดขึ้นโดยยังไม่เดินไปที่ประตู

“เย็นนี้ว่างไหม”

ธีร์ที่กำลังปิดไฟล์งานชะงัก

“หา…?”

“กินข้าวด้วยกัน” เคนหันมายิ้มให้ “ไม่ใช่ร้านราเมนแล้ว ฉันเจอร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดใกล้ ๆ นี้ ดูน่าสนใจดี”

ธีร์ลังเล

หัวเขาบอกว่าควรปฏิเสธ

แต่ปากกลับไม่ยอมพูดคำนั้นออกมา

“ได้ครับ…” ในที่สุดเขาก็ตอบเสียงเบา

รอยยิ้มของเคนกว้างขึ้นเล็กน้อย

“ดี งั้นเลิกงานแล้วฉันมารอที่ล็อบบี้เหมือนเดิม”

เขายกมือโบกเบา ๆ แล้วเดินออกจากห้องประชุม

ทิ้งให้ธีร์ยืนนิ่งอยู่คนเดียวกลางห้อง

ธีร์ยกมือขึ้นแตะหน้าผาก

แล้วถอนหายใจยาว

เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปใกล้ขอบเหวทีละก้าว

แต่กลับไม่มีแรงจะหยุดเท้าตัวเองเลย

—

พอธีร์เดินกลับมาที่โต๊ะ นนท์ก็หันมามองทันที

“ไปกินข้าวกับมันอีกแล้วใช่ไหม”

ธีร์ไม่ได้ตอบ

แค่นั่งลงแล้วเปิดคอมพิวเตอร์

นนท์ถอนหายใจแบบหมดท่า

“มึงเองนะที่กำลังทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้ารักมันก็รักไปเลย

ถ้าไม่ไหวก็หนีให้ไกล

อย่ามายืนกลางทางแบบนี้สิ”

ธีร์เงยหน้าขึ้นมองเพื่อน

สายตาอ่อนล้า

“ฉันก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกัน” เขาพูดเสียงเบา

“แต่… ทำไม่ได้”

นนท์เงียบไปครู่หนึ่ง

แล้วตบไหล่ธีร์เบา ๆ

“งั้นกูจะไม่พูดอะไรแล้ว

แต่ถ้าร้องไห้เมื่อไหร่ มาหาถูกูได้ตลอด”

ธีร์พยักหน้าเล็กน้อย

แล้วหันกลับไปมองหน้าจอ

แต่ในใจตอนนี้

เขารู้ดีว่าเย็นวันนี้อีกแล้ว

ที่เขาจะต้องมานั่งเผชิญกับคนที่ทำให้หัวใจตัวเองวุ่นวายที่สุดในชีวิต

เวลา 18.20 น. ธีร์ปิดคอมพิวเตอร์แล้วยืนขึ้นจากโต๊ะ

เขาสวมเสื้อคลุมบาง ๆ เข้าไป เก็บกระเป๋าสะพายข้าง แล้วยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกจากแผนก

นนท์มองหลังเขาไปจนลับตา แล้วพึมพำกับตัวเอง

“รอดูว่าจะกลับมาหน้าแบบไหน”

ล็อบบี้ชั้นล่างของอาคารยังมีพนักงานบางส่วนเดินผ่านไปมา

เคนยืนรออยู่ใกล้เสาหินอ่อนตำแหน่งเดิมกับครั้งก่อน คราวนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนพับถึงข้อศอก มีเสื้อสูทพาดไว้บนแขนข้างหนึ่ง

เมื่อเห็นธีร์เดินออกจากลิฟต์ เคนก็ยกมือโบกเบา ๆ

“ตรงเวลาเลย” เขาพูดพร้อมยิ้ม “หิวหรือยัง”

“นิดหน่อยครับ”

“งั้นไปกัน”

ทั้งคู่เดินออกจากอาคารไปด้วยกัน

ค่ำคืนของวันพุธอากาศเย็นสบาย ลมอ่อน ๆ พัดผ่านต้นไม้สองข้างทางเท้า

เคนเลือกเดินช้า ๆ ทีละก้าว ราวกับไม่ได้อยากให้การเดินทางครั้งนี้จบเร็วเกินไป

ธีร์เดินตามห่างครึ่งก้าวตามเคย แต่คราวนี้เขารู้สึกว่าระยะนั้นเริ่มอึดอัดมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ร้านที่จะไปอยู่ไม่ไกล” เคนพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง “เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแนวโมเดิร์น เพิ่งเปิดได้สองเดือนเอง”

“ครับ”

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

แต่ไม่หนักอึ้งเหมือนเมื่อก่อน

มันเป็นความเงียบที่ทั้งคู่เริ่มชินกับมันมากขึ้นทุกวัน

กลางทาง เคนชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย

แล้วพูดเสียงเบา

“เมื่อกี้ตอนประชุม… เธอถอยหนีทุกครั้งที่ฉันเข้าใกล้”

ธีร์ชะงักฝีเท้าเกือบหยุด

แต่ก็ฝืนเดินต่อ

“ฉันไม่ได้ตั้งใจครับ”

“รู้” เคนหันมายิ้มให้ “ฉันแค่สงสัยว่าเธอถอยเพราะอึดอัด

หรือเพราะกลัว”

คำถามนั้นตรงเกินไปจนธีร์ตอบไม่ออก

เขาก้มมองพื้นทางเท้าที่กำลังเดินผ่าน

แล้วพูดเสียงแผ่ว

“ทั้งสองอย่างครับ”

เคนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้มีความหมายเยาะเย้ย

แต่กลับแฝงไปด้วยความเข้าใจอะไรบางอย่าง

“งั้นฉันจะระวังกว่านี้” เขาพูดอย่างจริงจัง “ไม่เอาใกล้เกินไปจนกว่าเธอจะพร้อม”

ธีร์เงยหน้าขึ้นมองด้านข้าง

พบว่าเคนกำลังมองถนนข้างหน้าอย่างสงบ

ในเสี้ยววินาทีนั้น

ธีร์รู้สึกว่ากำแพงที่ตัวเองสร้างไว้

กำลังถูกค่อย ๆ สกัดออกทีละก้อนโดยไม่รู้ตัว

และเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

ว่าควรดีใจหรือควรกลัวมากกว่า

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เคนพามาตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ไม่ไกลจากออฟฟิศมากนัก

ป้ายหน้าร้านเรียบหรูด้วยตัวอักษรสีดำบนพื้นไม้สีอ่อน ไฟอุ่น ๆ ส่องสว่างจากภายในทำให้บรรยากาศดูสงบและเป็นส่วนตัว

พนักงานสาวในชุดยูกาตะสีเทาอ่อนเดินมาต้อนรับ แล้วนำทั้งคู่ไปนั่งที่โต๊ะมุมติดกระจก

ด้านนอกมีต้นไม้เล็ก ๆ ปลูกไว้เป็นแนว ทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสวนมากกว่าอยู่ในเมือง

เคนสั่งอาหารให้ทั้งคู่โดยถามธีร์เป็นระยะ

เขาจำได้ว่าธีร์ไม่กินอาหารทะเลบางอย่าง และชอบเมนูที่ไม่อ่อนหวานเกินไป

“เธอยังไม่กินวาซาบิเยอะเหมือนเดิมเลยนะ” เคนพูดพลางยิ้มเมื่อเห็นธีร์ปัดวาซาบิออกจากซาชิมิ

ธีร์พยักหน้าเล็กน้อย

“กินมากแล้วแสบ”

“สมัยเรียนเธอกินไม่ได้เลยสักนิด” เคนหัวเราะคิก “ฉันเคยแกล้งป้ายให้เยอะ ๆ แล้วเธอหน้าแดงจนเกือบร้องไห้”

ธีร์นึกภาพนั้นขึ้นมาได้ทันที

วันนั้นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกลางวันของโรงเรียน เคนยื่นซาชิมิชิ้นที่ทาวาซาบิหนาเตอะให้ แล้วหัวเราะลั่นเมื่อเห็นสีหน้าของเขา

ตอนนั้นธีร์แอบคิดเพียงว่า

“ทำไมคนคนนี้ถึงชอบแกล้งฉันอยู่ได้”

แต่ตอนนี้เมื่อย้อนกลับไปคิดอีกครั้ง

เขากลับรู้สึกว่าคำว่า “แกล้ง”

อาจจะไม่ได้มีความหมายแค่นั้นสำหรับเคน

อาหารค่อย ๆ มาเสิร์ฟทีละจาน

ทั้งคู่กินไปคุยไปอย่างช้า ๆ

เรื่องงานบ้าง เรื่องเพื่อนร่วมงานเก่าบ้าง เรื่องร้านอาหารที่เคยไปด้วยกันสมัยเรียนบ้าง

บรรยากาศดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้งที่เคยกินข้าวด้วยกัน

แต่ภายใต้ความผ่อนคลายนั้น ธีร์ยังคงรู้สึกถึงความตึงเครียดเบา ๆ ที่นอนรออยู่ในอก

จนกระทั่งเคนวางตะเกียบลง

แล้วพูดขึ้นอย่างกะทันหัน

“สมุดภาพเล่มนั้น…

เธอเก็บไว้ที่ไหน”

ธีร์ชะงัก

มือที่กำลังยกแก้วสาเกก็หยุดกลางอากาศ

เคนมองเขามาอย่างสงบ

ไม่ได้เร่งรัด

แค่รอคำตอบ

“ในลิ้นชักห้องนอนครับ” ธีร์ตอบเสียงเบาหลังจากเงียบไป “ชั้นล่างสุด”

เคนพยักหน้าช้า ๆ

“วันไหนที่เธอพร้อม…

ฉันอยากดูจริง ๆ นะ”

คราวนี้ธีร์ไม่ได้ตอบ

เขาแค่ก้มหน้าลงมองจานอาหารตรงหน้า

แต่ในใจลึก ๆ

เขารู้ดีว่าคำว่า “วันไหนที่พร้อม”

อาจจะมาถึงเร็วกว่าที่เขาคิดไว้

หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งคู่เดินออกจากร้านพร้อมกัน

อากาศตอนดึกเริ่มเย็นลงอีกนิด ลมเบา ๆ พัดผ่านต้นไม้สองข้างทางทำให้ใบไม้อ่อนไหวเล็กน้อย

เคนเดินช้าลงโดยไม่พูดอะไร

ธีร์ก็ชะลอฝีเท้าตาม

ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ยังคงมีอยู่ แต่ดูแคบกว่าตอนเดินมา

“ส่งกลับคอนโดไหม” เคนถามเสียงนุ่ม

ธีร์ลังเลครู่หนึ่ง

แล้วส่ายหน้าเบา ๆ

“ไม่เป็นไรครับ รถไฟฟ้าใกล้ดี”

เคนพยักหน้า

ไม่ได้ยืนยันหรือห้าม

แค่พูดว่า

“งั้นฉันเดินไปส่งถึงสถานี”

คราวนี้ธีร์ไม่ได้ปฏิเสธ

ทั้งคู่เดินขนานกันไปตามทางเท้าเงียบ ๆ

เสียงรถที่วิ่งผ่านไปมาและเสียงคนคุยกันจากร้านค้าริมทางกลายเป็นเพียงฉากหลัง

กลางทาง เคนพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง

“เมื่อกี้ที่ร้าน… เธอตอบฉันเรื่องสมุดภาพเร็วกว่าที่คิดนะ”

ธีร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย

“เพราะ… ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะโกหก”

“จริง” เคนยิ้มบาง ๆ “เธอไม่เคยโกหกฉันเลยสักครั้ง แม้แต่สมัยเรียน”

คำพูดนั้นทำให้ธีร์รู้สึกแน่นที่อก

เขานึกถึงหลายครั้งในอดีตที่ตัวเองเลือกเงียบมากกว่าพูดความจริงทั้งหมดออกไป

“ฉันก็มีสิ่งที่ยังไม่ได้บอกเหมือนกัน” เคนพูดต่อเสียงเบา

“แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”

ธีร์หันไปมองด้านข้าง

พบว่าเคนกำลังมองถนนข้างหน้าอย่างจริงจัง ใบหน้าดูสงบแต่แฝงความลังเลเล็กน้อย

“เมื่อไหร่ถึงจะบอก” ธีร์ถามเสียงแผ่วโดยไม่คิดอะไรมาก

เคนหันมายิ้มให้เขา

รอยยิ้มนั้นนุ่มนวลและจริงใจกว่าทุกครั้ง

“วันไหนที่เธอพร้อมโชว์สมุดภาพให้ฉันดู”

เขาตอบ “วันนั้นฉันจะบอก”

คำสัญญาที่ไม่ได้หนักแน่น

แต่กลับหนักอึ้งในใจธีร์มากกว่าคำพูดใด ๆ

ทั้งคู่เดินต่อจนถึงหน้าสถานีรถไฟฟ้า

แสงไฟสีฟ้าของป้ายสถานีส่องสว่างบนใบหน้าทั้งสอง

“กลับบ้านดี ๆ นะ” เคนพูด

“ครับ… คุณก็ด้วย”

เคนยกมือโบกเบา ๆ

แล้วยืนมองธีร์เดินเข้าไปในสถานีจนร่างของเขาหายไปในฝูงชน

หลังจากนั้นเขาค่อยหันหลังเดินกลับ

มือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นเล็กน้อย

ในกระเป๋าเสื้อด้านในของเขายังมีจดหมายเก่าพับไว้

จดหมายที่เขาพกติดตัวมาตั้งแต่คืนที่ค้นพบมันอีกครั้ง

และเขารู้ดี

ว่าอีกไม่นาน

เขาจะต้องยื่นจดหมายฉบับนั้นให้ธีร์ดูจริง ๆ

รถไฟฟ้าแล่นผ่านอุโมงค์ใต้ดินอย่างรวดเร็ว

ธีร์ยืนจับราวเหล็กใกล้ประตู มองภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่างที่มืดสนิท

ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย

แต่ดวงตายังคงตื่นตัว

คำพูดของเคนเมื่อสักครู่วนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด

“วันไหนที่เธอพร้อมโชว์สมุดภาพให้ฉันดู

วันนั้นฉันจะบอก”

ธีร์ไม่รู้ว่า “สิ่งที่เคนยังไม่ได้บอก” คืออะไร

แต่จากน้ำเสียงและสายตาของเขา

มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน

เขาหลับตาลงเบา ๆ

แล้วนึกถึงสมุดภาพที่อยู่ในลิ้นชักห้องนอน

สิบปีที่ผ่านมา เขาเปิดมันดูคนเดียวเสมอ

บางคืนเขานั่งกอดมันจนหลับ

บางคืนเขากล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะทิ้งมันไปเสียที

แต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า

สักวันหนึ่งคนในรูปเหล่านั้นจะขอดูมันด้วยตัวเอง

รถไฟฟ้าหยุดที่สถานีของเขา

ธีร์เดินออกจากตู้โดยสารอย่างช้า ๆ

ขึ้นบันไดเลื่อนไปสู่พื้นดิน แล้วเดินกลับคอนโดท่ามกลางลมเย็นของตอนดึก

เมื่อถึงห้อง เขาปิดประตู ถอดรองเท้า แล้วเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าโดยไม่เปิดไฟ

มือดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดออกมา

หยิบสมุดภาพเล่มเก่าขึ้นมาวางบนตัก

คราวนี้เขาไม่ได้เปิดมันทันที

แค่เอานิ้วลูบปกสีกรมท่าที่สึกกร่อนเล็กน้อย

“วันไหนที่พร้อม…”

เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา

ธีร์ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่

แต่เขารู้ดีว่า

ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป

สมุดภาพเล่มนี้จะไม่ใช่ความลับของเขาคนเดียวอีกต่อไป

เขากอดสมุดภาพไว้กับอก

นั่งพิงตู้เสื้อผ้าในความมืด

แล้วนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานจนเวลาล่วงเลยไปไกล

ข้างนอกหน้าต่าง เมืองยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟ

แต่ในห้องเล็ก ๆ ห้องนี้

มีเพียงเสียงหายใจเบา ๆ ของชายหนุ่มคนหนึ่ง

กับสมุดภาพเก่าที่กำลังจะถูกเปิดให้คนอีกคนได้เห็นในอีกไม่ช้า

จบตอน6

บทก่อนหน้า
บทถัดไป